ฟรีโซนเพื่อการส่งออกสนามบินสุวรรณภูมิ

ศ.ดร.ฐาปนา บุญหล้า,FCILT

thapana@thapana.net

.....28 กันยายน 2549 เป็นวันเปิดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นวันประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของประวัติชาติไทย ที่มีการดำเนินการนานกว่า 45 ปี ด้วยนายกรัฐมนตรี 15 ท่าน เพื่อมุ่งหวังให้เป็นสนามบินที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการส่งออกทางอากาศ รัฐบาลชุดใหม่มุ่งหวังทำฟรีโซนเป็นเขตการส่งออก โดยตั้งคณะทำงานสะสางปัญหาขั้นตอนส่งออกสินค้าเขตฟรีโซนในสุวรรณภูมิในระยะยาว

 

ระบบ One Stop Service ล่ม :

นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และผู้ส่งออกสินค้าเกษตร วันที่ 11 ต.ค. 49 เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาส่งออกสินค้าเกษตรในเขตฟรีโซนของการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า เนื่องจากการส่งออกสินค้าเกษตรดังกล่าวเป็นระบบใหม่ โดยการนำระบบแพ็คสินค้าและเสียภาษีไว้ในจุดเดียวกันเพื่อความคล่องตัว

.....อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรระบุว่า ระบบดังกล่าว ทำให้ไม่คล่องตัวและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้นที่ประชุม จึงมีมติร่วมกันให้ตั้งคณะทำงานขึ้นพิจารณาหาระบบใหม่ที่ดีกว่าโดยมี ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สศช. เป็นประธาน แต่ระหว่างนี้การส่งออกสินค้าเกษตรให้ใช้ระบบเดิมเหมือนที่เคยใช้ที่สนามบินดอนเมืองไปจนกว่าจะหาระบบใหม่ที่เหมาะสมได้ โดยคณะทำงานต้องพิจารณาอัตราค่าบริการที่เหมาะสมด้วย คาดว่าภายใน 2 เดือนจะแล้วเสร็จ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่การย้ายสถานที่ส่งออกมาสนามบินสุวรรณภูมิแต่เพราะมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการส่งออก จึงต้องปรับปรุงให้เหมาะสมเป็นระบบโลจิสติกส์ที่พร้อมทุกด้าน ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์ตามไปด้วย

ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ :

ดร. อำพน กล่าวว่า ตัวเลขผู้ใช้บริการส่งออกสินค้าเกษตรที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ขณะนี้มีสินค้าใช้บริการวันละประมาณ 300 ตัน ดังนั้นระหว่างที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้ระบบบริการลักษณะใด คณะทำงานจะพิจารณาหารูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้ง 2 ระบบ ให้ประสานกันมากที่สุด เพราะระบบใหม่ที่นำมาใช้ในเขตฟรีโซนนั้นจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงของสินค้าได้ร้อยละ 40-50 และเป็นระบบศุลกากรที่ไร้เอกสารทำให้การส่งออกสะดวกรวดเร็ว

ปัญหามาตรฐานขั้นตอนการส่งออก :

นายไพชยนต์ เอื้อทวีกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการผลไม้ไทย กล่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของขั้นตอนการดำเนินงานเพราะสินค้าเกษตรควรตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานส่งออกและมาตรฐานของผู้นำเข้า-ก่อนเข้าสู่พิธีการศุลกากร แต่ที่สนามบินสุวรรณภูมิกลับให้สินค้าเกษตรผ่านระบบด้านศุลกากรก่อน ทำให้ต้องแกะกล่องตรวจสอบสินค้าใหม่และสินค้าเกษตรถูกปนเปื้อนเน่าเสียง่ายหลังเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ พบว่า สินค้าเกษตรมีความเสียหายวันละ 50 ล้านบาท ขณะนี้สินค้าที่ส่งออกไปมีโอกาสจะถูกตีกลับหรือถูกเคลมได้ หากปลายทางตรวจพบการปนเปื้อนซึ่งมูลค่าสินค้าส่งออกมีมากถึง 15,000 ล้านบาท ถือว่าอันตรายมาก ผู้ประกอบการทุกรายระบุว่า เกิดปัญหาบางรายไม่สามารถนำสินค้าขึ้นเครื่องได้ เพราะสายการบิน ไม่ระบุความรับผิดชอบ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงอยากให้สนามบินสุวรรณภูมิ กลับมาใช้ระบบ One Stop Service เหมือนเดิม ส่วนระบบฟรีโซนนั้นเหมาะสำหรับสินค้านำเข้ามากกว่า

เร่งปรับระบบสุวรรณภูมิให้พร้อม :

รัฐบาลควรเร่งปรับระบบโลจิสติกส์ขาเข้าและขาออก ให้เข้าที่โดยด่วนตั้งแต่กระบวนการ วิธีการ พิธีการ นำเข้า-ส่งออก อุปกรณ์เครื่องมือทั้ง Hardware และ Software รวมทั้งการฝึกอบรมบุคลากรทุกระดับในสนามบินสุวรรณภูมิให้มีความพร้อมทุกจุดตลอด 24 ชั่วโมง ก่อนที่ทุกอย่างจะเสียหายมากไปกว่านี้นะครับท่าน