รัฐแก้ปัญหาอาชีพโคโยตี้-พริตตี้ ที่ต้นเหตุหรือปลายเหตุ

ศ.ดร.ฐาปนา บุญหล้า,FCILT

thapana@thapana.net 

.....รูปแบบการนำเสนอสินค้าในงานนิทรรศการ (Exhibition) หรือ งานแสดงสินค้า หรืองานแสดงสินค้าทางการตลาด (Marketing Event ) โดยมีผู้นำเสนอและสาธิตสินค้าด้วยหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยประกอบรายการ หรือกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ ที่มีการเรียกอาชีพนี้ว่า “โคโยตี้-พริตตี้” ถือว่ามีมาช้านานเคียงคู่กับสังคมไทย กระทรวงวัฒนธรรมในรัฐบาล คปค. ประเดิมผลงานด้วยการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ประกอบอาชีพโคโยตี้-พริตตี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุหรือปลายเหตุ เป็นความคิดแบบถอยหลัง (Reactive) หรือก้าวหน้า (Proactive)

 

รัฐแก้ปัญหาด้วยไม้เรียวหรือปัญญา :

นางจันทวิภา อภิสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมโอกาสผู้หญิง กล่าวว่า “มาตรฐานการเอาผิดเด็กหรือผู้หญิงที่มีอาชีพโคโยตี้เป็นการรังแกเด็กของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจากกระทรวงวัฒนธรรมหรือรัฐบาล เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการคิดบนฐานที่ว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ จำเป็นจะต้องใช้ไม้เรียวมาแก้ไขปัญหาให้ได้คะแนนหรือผลงานจึงพยายามออกกฎหรือระเบียบมาควบคุม แต่ไม่ได้ใช้ความรู้เป็นตัวนำในการแก้ปัญหา ผู้ใหญ่พวกนี้คิดจะประณามเด็ก เพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ที่มีตำแหน่งจะด่าอย่างไรก็ได้ ออกระเบียบอะไรมาก็ได้ ถือว่าขัดกับมาตรฐานสากลที่จะใช้วิธีการจัดการอย่างสร้างสรรค์เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกตามวัยที่ควรจะเป็น การใช้ไม้เรียวคือการไม่ใช้สติปัญญาแก้ ยิ่งจะทำให้เพิ่มปัญหามากกว่าแก้ปัญหา ทั้งที่ทางออกคือไปจัดการกับวัดที่ไปเปิดให้มีการจ้างเด็กไปเต้นมีปัญหาแล้วทำไมให้เด็กเป็นเหยื่อ”

ควรควบคุมผู้ว่าจ้างหรือควบคุมเด็ก :

ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมโอกาสผู้หญิง กล่าวอีกว่า “สิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมควรจะทำคือไปควบคุมกับโฆษณาในโทรทัศน์ที่ยัดเหยียดและส่งเสริมความรุนแรง เช่น โฆษณาของบางบริษัทที่ส่อให้เห็นถึงการรังแกผู้หญิง หรือเครื่องดื่มชูกำลังบางยี่ห้อที่มีอคติเรื่องเชื้อชาติ หรือทำไมรอใครมาสั่งก่อนถึงจะคิดแก้ปัญหา ผู้ใหญ่คือตัวปัญหาของเด็กมากกว่าเด็กทำตัวมีปัญหา คิดแต่ประณามหยามเหยียด ต่อไปนี้คงต้องมีเจ้าหน้าที่คอยวัดว่า กระโปรงควรสั้นแค่ไหน เสื้อเปิดคอให้ได้แค่ไหนถึงจะเป็นที่พอใจ”

สิทธิประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย :

ด้านนายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน ก็กล่าวว่า “ไม่เห็นด้วยที่คิดห้ามไม่ให้เด็กอายุ 20 ปี ทำงานโคโยตี้หรือสาวพริตตี้ เพราะทุกคนย่อมมีสิทธิ์ในการทำงาน เลือกงานที่ตัวเองถนัดและผู้หญิงสาวเหล่านี้บรรลุนิติภาวะแล้ว ทั้งนี้กฎหมายกระทรวงแรงงานห้ามไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานในสถานที่โคจรอยู่แล้ว”

โคโยตี้ อาชีพเสี่ยงต่อการขายบริการทางเพศ :

ด้านนายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า “นักเรียน นักศึกษาที่เข้าสู่เต้นโคโยตี้เป็นปัญหาสังคมมานาน เพราะได้รับรายได้ดี ซึ่งถือว่าส่งผลเสียต่อตัวเด็ก รวมทั้งเสี่ยงต่อการเข้าสู่การขายบริการทางเพศ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันสร้างค่านิยมให้สังคม เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสม จึงเห็นด้วยกับการออกกฎห้ามเด็กอายุ 20 ปี เต้นโคโยตี้ แต่ต้องหารายได้อื่นให้แก่เด็กแทน”

.....การแก้ปัญหาอาชีพโคโยตี้-พริตตี้ อย่างจริงจัง ควรพิจารณาการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุสำคัญและควรแก้ปัญหาในระยะยาวแบบยั่งยืน กล่าวคือ ควรพัฒนาที่การศึกษาให้ความรู้วิชาชีพและจริยธรรมปลูกฝังแก่เยาวชนตั้งแต่เด็กอนุบาล ให้เห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีในการพึ่งตนเองในทางถูกต้องในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิต รัฐบาลควรหางานที่ถูกต้องให้เยาวชนและประชาชนทำมากกว่าที่จะมาห้ามทำอาชีพต่าง ๆ ตามความเห็นของรัฐมนตรีเป็นคราว ๆ ไป

.....ความจริงแล้วในการพัฒนาวิชาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทำเป็นตัวอย่างมานานกว่า 60 ปี และยังทำอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน รัฐบาล รัฐมนตรี เกือบไม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่อะไรเลย นำโครงการหลวงกว่าสามพันโครงการมาทำอย่างจริงจังต่อเนื่องก็ทำไม่ไหวแล้ว เริ่มตั้งแต่ การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย นโยบาย แผนพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนแม่บทของแต่ละกระทรวง แนวทาง ขั้นตอน และวิธีการปฏิบัติ การวัดผล การแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา เชิงบูรณาการอย่างต่อเนื่องตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีทฤษฎีใหม่เป็นตัวตั้งเพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่ยั่งยืน